วัดระดับภาษาอังกฤษด้วย CEFR ไม่เสียค่าใช้จ่าย แถมได้ Certificate

ไม่จำเป็นต้องเกริ่นใดๆนะครับ ขออนุญาตเข้าเรื่องเลยแล้วกัน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเจ้า CEFR กัน

CEFR คืออะไร?

The Common European Framework of Reference for Languages หรือ CEFR คือ ตัววัดมาตรฐานสากล ที่ใช้ในการวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ โดยจะแบ่งออกเป็น 6 ระดับ ไล่ตั้งแต่ A1 สำหรับผู้เริ่มต้น ไปจนถึง C2 สำหรับระดับเชี่ยวชาญ ซึ่งการสร้างมาตรฐานนี้ขึ้นมาทำให้ง่ายต่อทั้งการเรียนและการสอนครับ

มีระดับอะไรบ้าง?

อย่างที่เล่าไปเมื่อกี้ครับว่า CEFR มันมีอยู่ทั้งหมด 6 ระดับ ก็ไล่ไปเลยครับ A1, A2, B1, B2, C1, และ C2 ทีนี้เราจะมาลงรายละเอียดกันครับว่าแต่ละระดับมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ระดับ
รายละเอียด
C2 (Proficient)
เข้าใจและมองเห็นภาพได้ทั้งจากการอ่านหรือได้ยินอย่างชัดเจน สามารถสรุปข้อมูลจากหลายๆแหล่ง นำมาปรับคำและเชื่อมโยงถึงกันได้ มีความรู้ มีความเข้าใจภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถแสดงความเห็นได้อย่างคล่องแคล่วแม้ว่าจะเป็นบริบทคำพูดที่มีความซับซ้อน

C1 (Proficient)
เข้าใจความต้องการที่หลากหลายหรือหนังสือที่มีความยาวได้ มีความรู้ ความเข้าใจภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถแสดงความเห็นได้อย่างคล่องแคล่วและไม่ใช้เวลานานมากนัก แต่ยังคงใช้ภาษาในการพูดคุยตั้งแต่ระดับไม่เป็นทางการไปจนถึงทางการได้อย่างยืดหยุ่น และสามารถทำความเข้าใจและเขียนเรื่องซับซ้อนออกมาได้

B2 (Intermediate)
เข้าใจใจความหลักของเรื่องราวที่ซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม รวมถึงในเชิงของความเชี่ยวชาญพิเศษ สามารถสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้โดยปราศจากความเครียด สามารถเขียนอธิบายเนื้อหาได้หลากหลายหัวข้อ และอธิบายปัญหาจากการบอกข้อดีข้อเสียได้

B1 (Intermediate)
เข้าใจจุดประสงค์หลักของสถานการณ์ที่เป็นพื้นฐาน เช่น ที่ทำงานงาน, โรงเรียน, การท่องเที่ยว เป็นต้น สามารถจัดการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างการท่องเที่ยว สามารถสื่อสารด้วยเรื่องที่คุ้นเคยอยู่แล้วได้ และสามารถอธิบายประสบการณ์ของเหตุการณ์, ความฝัน, ความต้องการส่วนตัว ด้วยเหตุผลหรือมีลักษณะเป็นแผนการได้

A2 (Beginner)
เข้าใจประโยคที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน สามารถสื่อสารเรื่องที่เป็นกิจวัตรหรือคุ้นเคยอยู่แล้วได้ และสามารถอธิบายประวัติอย่างง่ายของตัวเองได้

A1 (Beginner)
เข้าใจประโยคที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน สามารถแนะนำตัวเอง ถามและตอบคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดส่วนบุคคลได้ เช่น ของที่มี สถานที่อยู่อาศัย และสามารถโต้ตอบกับผู้อื่นได้ แต่ต้องพูดช้าและชัดเจน

ทีนี้เรารู้ความแตกต่างของแต่ละระดับกันแล้ว ต่อไปเรามาดูกันครับว่าเราจะไปสอบที่ไหนกันได้บ้าง เลือกกันได้ตามสบายเลยครับ

ทดสอบ CEFR

EF (English First)

EF หรือ English First เป็นสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่คิดว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว เพราะก็มีสาขาที่ประเทศไทยด้วย

ในเว็บไซต์ของ EF เองก็มีให้ทดสอบ CEFR อยู่ด้วยครับ

โดยจะมีด้วยกันอยู่ 2 แบบซึ่งมีรายละเอียดตามภาพข้างล่างเลยครับEF CEFR test

การทดสอบทั้ง 2 แบบ จะประกอบไปด้วย Reading และ Listening อย่างละครึ่ง โดยถ้าเป็นแบบ 50 นาทีก็จะมีเป็น passage และ email อยู่ในข้อสอบ reading ด้วยครับ

ผลลัพธ์ 15 นาที Quick Check

ในภาพรวมผมได้คะแนนพอๆกันทั้ง Reading และ Listening และถูกจัดอยู่ในระดับ C1 ครับ

EF CEFR test result - 15min

ผลลัพธ์ 50 นาที EF SET

สำหรับการทดสอบแบบ 50 นาที จะเห็นว่าผมไม่สามารถซ่อนความอ่อนเรื่องการฟังของตัวเองได้แล้ว 55555 ซึ่งสรุปก็คือ Reading อยู่ที่ C2 ในขณะที่ Listening อยู่ที่ B2 จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์แบบ Quick check กับ EF SET จะมีความต่างกันอยู่บ้าง แต่สุดท้ายผมยังคงอยู่ในระดับ C1 เหมือนเดิมครับ

และสำหรับสอบ EF SET จะมีใบ certificate ให้เราไปใส่ใน Linkedin ได้ด้วยครับ

ED CEFR Test result 50min

EF SET Certificate

หลังจากอ่านแล้วชอบแบบไหนก็ลองไปเลือกสอบดูได้เลยครับ

วัดระดับภาษาอังกฤษของคุณ

มาถึงตรงนี้ทุกคนก็รู้ระดับตัวเองแล้วใช่มั้ยครับ ทีนี้เวลาไปหาแหล่งฝึกก็จะได้เลือกถูกว่าควรจะเริ่มตรงไหนดี ยังไงก็ขอให้โชคดีนะครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนก็อยากจะชวนกลับไปเลือกวิธีฝึกได้ที่หน้าแรกนะครับ 🙂